นฤตยภูษณ ซันดีฟ โบธังเกร์ ผู้มีความรู้ความเข้าใจใน ศาสตร์การเต้นแบบอินเดียโบราณอย่างลึกซึ้งและมีประสบการณ์ในการแสดงและการสอนที่หาตัวจับยาก ดังจะเห็นได้จากรางวัลยูเนสโก ซึ่งอาจารย์ ซันดีปได้รับ 5 ปีซ้อนติดต่อกันเป็นเครื่องรับประกันอย่างดี
ตัวอย่าง concert pls click
2 กรกฎาคม จะจัดที่มหาวิทยาลัยศิลปากร(วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์)
4 กรกฎาคม จะจัดที่โรงละครภัทราวดีเธียร์เตอร์
ราคาบัตรมี2ราคาคือ1. 400 บาทสำหรับบัตรทั่วไปและ2. 600 บาท สำหรับบัตร VIPท่านที่สนใจจองบัตรconcert"RHYTHM OF LIFE "กรุณาติดต่อ 02-833-5555. หรือ1.คุณยุ้ย 089-669-48522.คุณผึ้ง 089-777-3810
ในการมาเมืองไทยครั้งนี้ อาจารย์ ซันดีฟ จะเปิด work shop เพื่อสอนการเต้นแบบคูจิปูดิอีกด้วยซึ่งผู้ที่สนใจในศาสตร์ของอินเดียโบราณทั้งหลายห้ามพลาดโดยเด็ดขาด เพราะถ้าพลาดครั้งนี้แล้วคงต้องรออีกนานกว่าจะเกิด work shop ที่สอนโดยผู้ชำนาญการเช่นนี้อีกครั้งหนึ่ง
นาฏศิลป์ของอินเดีย
นาฏศิลป์ของอินเดียนั้นมีหลากหลายรูปแบบเป็นอย่างมาก เพราะสังคมอินเดียเป็นสังคมที่ลึกลับสลับซับซ้อนยิ่งนัก ยากที่จะหาคำตอบและข้อสรุปได้ และเป็นเช่นนี้มายาวนานหลายศตวรรษ ความเก่าแก่โบราะความทันสมัยต่างก็ดำรงอยู่ด้วยกันได้อย่างสอดคล้องและกลมกลืน อารยธรรมที่สั่งสมมานานในอดีต ได้มีส่วนก่อให้เกิดวิถีชีวิตหลายอย่างต่างกันตามภูมิภาคต่าง ๆ ของอินเดีย
การเต้นแบบคูจิปูดิคืออะไร
นาฏศิลป์แบบคูจิปูดิ
เป็นการเต้นของอินเดียตอนใต้ที่มีการเคลื่อนไหวหลายอย่าง เช่น การก้าวจังหวะแบบพื้นฐาน การเคลื่อนไหวของตาและคอไปพร้อมๆ กับการก้าวเท้า
ซึ่งนาฏศิลป์แบบคูจิปูดิ นาฏยัมเป็นนาฏศิลป์ที่มีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวคือ
1.Nritta (pure dance), 2.Nritya (expressional dance) 3.Natya (drama).
1.Nritta (pure dance),
2.Nritya (expressional dance)
3.Natya (drama).
ซึ่งจาก การเต้น 7 แบบ หลักๆของอินเดียคูจิปูดิ เป็นการเต้นประเภทเดียวที่ให้ความสำคัญกับองค์ประกอบหลัก ทั้ง 4 ส่วนของการแสดงแบบเท่าเทียมกันซึ่งคือ
1.ร่างกาย2.การขับร้อง3.การแต่งกาย,การตบแต่งใบหน้า(make-up)4.การแสดงออกด้านอื่นๆ(expression)
1.ร่างกาย
2.การขับร้อง
3.การแต่งกาย,การตบแต่งใบหน้า(make-up)
เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับนาฏศิลป์ภารตะ
องค์ประกอบที่สำคัญของการแสดงนาฏศิลป์ภารตะดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่าได้มาจากสาสระสำคัญๆ ของพระเวท ดังนั้นจึงมีลักษณะแตกต่างกันตามที่มาดังนี้สาระสำคัญที่มาจากคุมภีร์ฤคเวท เรียกว่า วาจิกอภินยา หรือ การแสดงออกด้วยเสียงซึ่งรวมทั้งคำพูด คำร้อง และเสียงดนตรีสาระสำคัญที่มาจากคัมภีร์ ยชุรเวท เรียกว่า อังคิกะอภินยา หรือ การแสดงออกด้วยลีลาการเคลื่อนไหวส่วนต่างๆ ของร่างกายสาระสำคัญที่มาจากคัมภีร์ อถรรพเวท เรียกว่า สัตตวิก อภินยา หรือการแสดงออกของรสและภาวะสาระสำคัญที่มาจากคัมภีร์สามเวท เรียกว่า อหารยา อภินยา หรือการแสดงออกด้วยอลังการ เช่น เสื้อผ้า เครื่องประดับ และเครื่องตบแต่งในฉากละคร เช่น ดนตรี ไฟ เป็นต้นการฟ้อนรำชนิดใดที่ประกอบแต่เพียงการเคลื่อนไหวส่วนต่างๆ ของร่างกาย หรือมีแต่อังคิกะ อภินยา เข้ากับเสียงดนตรีเรียกว่า นฤตตะ เช่นเดียวกับการแสดงในกถกฬีชุดโตทยัม และปรับปทุการฟ้อนรำชนิดใดที่มีการแสดงด้วยการเคลื่อนไหวส่วนต่างๆ ของร่างการเข้ากับเสียงดนตรี และมีการแสดงออกของรสและภาวะ เรียกว่า นฤตยาการฟ้อนรำชนิดใดที่รวมลักษณะของอภินยาทั้ง 4 เข้าด้วยกันและแสดงเป็นเรื่อง เรียกว่า นาฏยะ หรือละครรำอังคิกะ อภินยา การแสดงออกด้วยการเคลื่อนไหวส่วนต่างๆ ของร่างกายเป็นท่าต่างๆ เรียกว่ กรณะ ซึ่งต้องอาศัยองค์ประกอบของร่างกาย 3 ลักษณะ ดังนี้1. อังคะ ส่วนสำคัญของร่างกาย เช่น ศีรษะ สีข้าง ขา มือ อก และสะเอว2. ปรัตยังคะ รวมส่วนกลางของร่างกาย เช่น คอ บ่า หลัง ท้อง ข้อศอก ข้อเท้า และหัวเข่า เป็นต้น3. อุปางคะ รวมอวัยวะต่างๆ ที่มีอยู่บนหน้า เช่น ตา จมูก ริมฝีปาก ฟัน และแก้ม เป็นต้นส่วนต่างๆ ของร่างกายทั้งสามส่วนนี้มีความสัมพันธ์กัน มีการเคลื่อนไหวของอังคะ ส่วนที่หลือ คือ ปรัตยังคะ และอุปางคะจะเคลื่อนตามอังคิกะ แบ่งการเคลื่อนไหวส่วนต่างๆ ของร่างกาย ดังนี้1. อังกูระ คือการเคลื่อนไหวอวัยวะต่างๆ รวมทั้งการเคลื่อนไหวของศีรษะ คิ้ว นัยน์ตา สะเอว และการเคลื่อนไหวของเท้า เป็นต้น2. นรัตตะ คือ ลักษณะการวางท่าให้สมกับบทบาท เช่น เทพเจ้าควรมีรัตตะของเทพเจ้าเพื่อให้เกิดความเลื่อมใส3. ศาขา คือ การเคลื่อนไหวของมือซึ่งเกี่ยวข้องกับ มุทรา หรือบางครั้งเรียกว่คือ การเคลื่อนไหวของมือที่มีจุดประสงค์จะอธิบายคำนาม กิริยาและความรู้สึกที่ประกอบกันเข้าเป็นเรื่องหรือกล่างง่ายๆ ว่า มุทรา คือ นาฏยภาษาที่แสดงออกด้วยมือ ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่สำคัญที่ใช้ในการฟ้อนรำ ภารตศิลปินทุกคนสามารถใช้มุทราเล่าเรื่องได้เท่าๆ กับกวี ทั้งนี้ไม่ต้องอาศัยบทขับร้องเลยมุทรา แบ่งออกเป็น อสัมยุกตา คือ การเคลื่อนไหวของมือข้างเดียว และสัมยุกตา คือ การเคลื่อนไหวของมือทั้งสองข้างสัตตวิกอภินยา (การแสดงออกทางนาฏรสและภาวะ)นาฏรส เป็นองค์ประกอบที่สำคัญยิ่งในนากยศิลป์ภารตะโดยเฉพาะประเภทนฤตยา และนาฏยา ผู้แสดงทุกคนต้องแสดงนาฏรสให้ปรากฏบนใบหน้าโดยเฉพาะที่ดวงตา เพื่อที่จะก่อให้เกิดลักษณะความมีชีวิตชีวาในการแสดง และโน้มนำให้ผู้ชมคล้อยตาม ภารตศิลปินทุกคนต้องใช้เวลาฝึกฝนเป็นเวลานานจึงสามารถแสดงให้เกิดนาฏรสได้ ส่วนภาวะนั้นคืออารมณ์ที่อยู่ภายในผู้แสดงที่จะปรากฏออกมาเป็นนาฏรส (รสทั้ง 9 ในการแสดงละครป ด้วยการแสดงออกที่อวัยวะบนใบหน้าโดยเฉพาะดวงตา ดังนั้นนาฏรสและภาวะจึงมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดดังที่ได้กล่าวในตอนหนึ่งของคัมภีร์นาฏยาสตร์ ว่า ปราศจากภาวะ รสไม่มี ปราศจากรสภาวะไม่มี ความสำเร็จของทั้งรสและภาวะทั้ง 2 นั้น อาศัยซึ่งกันและกันพึงมีการแสดงละคร และในคัมภีร์อภินยาทรรปณะ ของพระนนทิเกศวร ได้กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างรสและภสวะไว้ว่าWhere the hands go, the eyes follow, where go the eyes, there the mind, when the mind is, there is feeling; where there is mood, or Bava. (มือวาดไปทางไหน นัยน์ตาก็แลไปตามนั้น นัยน์ตาเหลือบไปทางไหน ใจก็คล้อยไปทางนั้น ใจอยู่ที่ไหนความรู้สึกก็อยู่ที่นั่น ความรู้สึกอยู่ที่ไหน ภาวะก็อยู่ที่นั่น)นาฏรส แบ่งออกเป็นนวรสคือรสทั้ง 9 คือศฤงคารรส รสคือเหตุให้เกิดความรัก มีความยินดีหรือรติเป็นภาวะ การแสดงศฤงคารรสทำได้โดยเหลือบมองและเปล่งประกายความรักออกทางดวงตาหาสยรส รสคือเหตุให้เกิดการเย้ยหยัน มีการหัวเราะอย่างดูถูกหรือกล่าวอีกนัยหนึ่งมีหาสะเป็นภาวะ แสดงได้โดยการเลิกคิ้วสูงขึ้นไป หลบเปลือกตาลง ชำเลืองมองและเปล่งแววตาอย่างดูถูกออกมากรุณารส รสคือความกรุณา ความโศก มีโศกะเป็นภาวะ วิธีแสดง คือ เหลือบตามองพร้อมกับเปล่งแววตาอย่างดูถูกออกมาวีรรส รสคือความกล้า มีอาหะ เป็นภาวะ แสดงด้วยการขยายดวงตาให้กว้าง เปล่งประกายความมีอำนาจออกมา ศีรษะหงายไปทางเบื้องหลังเล็กน้อยภยานกรส รสคือความกลัว มี ภยะ หรือความกลัวเป็นภาวะแสดงด้วย กลอกตาไปมา รูจมูกขยายออก ผงกศีรษะและคอ เพื่อแสดงความหวาดกลัวพีภัตรส รสคือความดูถูกเหยียดหยาม มามเกลียดชังหรือชุคุปสา เป็นภาวะ แสดงด้วยการหรี่ดวงตาให้เล็กลง ทำคางย่น เม้มริมฝีปาก และขบฟันเข้าด้วยกันอัทภูตรส รสคือความอัศจรรย์ใจ มีความสงสัยสนเท่ห์หรือวิสมยะ เป็นภาวะแสดงด้วยการเลิกคิ้วขึ้น ขยายดวงตาให้กว้าง ริมฝีปากสั่นระริกๆ แววตาเปล่งความประหลาดใจออกมาเราทรรส รสคือความดุร้าย ความโกรธ มีโกรธะเป็นภาวะ แสดงด้วยการเลิกคิ้ว ดวงตาลุกโพลง มีการขบคี้ยวฟันศานตรส รสคือความสงบ มีความสงบเป็นภาวะ แสดงด้วยการเหลือบสายตาลงต่ำ ทอดแววตาสงบ
นาฏรส เป็นองค์ประกอบที่สำคัญยิ่งในนากยศิลป์ภารตะโดยเฉพาะประเภทนฤตยา และนาฏยา ผู้แสดงทุกคนต้องแสดงนาฏรสให้ปรากฏบนใบหน้าโดยเฉพาะที่ดวงตา เพื่อที่จะก่อให้เกิดลักษณะความมีชีวิตชีวาในการแสดง และโน้มนำให้ผู้ชมคล้อยตาม ภารตศิลปินทุกคนต้องใช้เวลาฝึกฝนเป็นเวลานานจึงสามารถแสดงให้เกิดนาฏรสได้ ส่วนภาวะนั้นคืออารมณ์ที่อยู่ภายในผู้แสดงที่จะปรากฏออกมาเป็นนาฏรส (รสทั้ง 9 ในการแสดงละครป ด้วยการแสดงออกที่อวัยวะบนใบหน้าโดยเฉพาะดวงตา ดังนั้นนาฏรสและภาวะจึงมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดดังที่ได้กล่าวในตอนหนึ่งของคัมภีร์นาฏยาสตร์ ว่า ปราศจากภาวะ รสไม่มี ปราศจากรสภาวะไม่มี ความสำเร็จของทั้งรสและภาวะทั้ง 2 นั้น อาศัยซึ่งกันและกันพึงมีการแสดงละคร และในคัมภีร์อภินยาทรรปณะ ของพระนนทิเกศวร ได้กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างรสและภสวะไว้ว่าWhere the hands go, the eyes follow, where go the eyes, there the mind, when the mind is, there is feeling; where there is mood, or Bava. (มือวาดไปทางไหน นัยน์ตาก็แลไปตามนั้น นัยน์ตาเหลือบไปทางไหน ใจก็คล้อยไปทางนั้น ใจอยู่ที่ไหนความรู้สึกก็อยู่ที่นั่น ความรู้สึกอยู่ที่ไหน ภาวะก็อยู่ที่นั่น)นาฏรส แบ่งออกเป็นนวรสคือรสทั้ง 9 คือศฤงคารรส รสคือเหตุให้เกิดความรัก มีความยินดีหรือรติเป็นภาวะ การแสดงศฤงคารรสทำได้โดยเหลือบมองและเปล่งประกายความรักออกทางดวงตาหาสยรส รสคือเหตุให้เกิดการเย้ยหยัน มีการหัวเราะอย่างดูถูกหรือกล่าวอีกนัยหนึ่งมีหาสะเป็นภาวะ แสดงได้โดยการเลิกคิ้วสูงขึ้นไป หลบเปลือกตาลง ชำเลืองมองและเปล่งแววตาอย่างดูถูกออกมากรุณารส รสคือความกรุณา ความโศก มีโศกะเป็นภาวะ วิธีแสดง คือ เหลือบตามองพร้อมกับเปล่งแววตาอย่างดูถูกออกมาวีรรส รสคือความกล้า มีอาหะ เป็นภาวะ แสดงด้วยการขยายดวงตาให้กว้าง เปล่งประกายความมีอำนาจออกมา ศีรษะหงายไปทางเบื้องหลังเล็กน้อยภยานกรส รสคือความกลัว มี ภยะ หรือความกลัวเป็นภาวะแสดงด้วย กลอกตาไปมา รูจมูกขยายออก ผงกศีรษะและคอ เพื่อแสดงความหวาดกลัวพีภัตรส รสคือความดูถูกเหยียดหยาม มามเกลียดชังหรือชุคุปสา เป็นภาวะ แสดงด้วยการหรี่ดวงตาให้เล็กลง ทำคางย่น เม้มริมฝีปาก และขบฟันเข้าด้วยกันอัทภูตรส รสคือความอัศจรรย์ใจ มีความสงสัยสนเท่ห์หรือวิสมยะ เป็นภาวะแสดงด้วยการเลิกคิ้วขึ้น ขยายดวงตาให้กว้าง ริมฝีปากสั่นระริกๆ แววตาเปล่งความประหลาดใจออกมาเราทรรส รสคือความดุร้าย ความโกรธ มีโกรธะเป็นภาวะ แสดงด้วยการเลิกคิ้ว ดวงตาลุกโพลง มีการขบคี้ยวฟันศานตรส รสคือความสงบ มีความสงบเป็นภาวะ แสดงด้วยการเหลือบสายตาลงต่ำ ทอดแววตาสงบ